Posted by : Unknown วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

        โรคข้อเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ แต่ก็ใช่ว่าคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์วัยเกษียณจะเป็นโรคนี้ไม่ได้นะคะ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็หมายความว่าโรคข้อเสื่อมอยู่ใกล้ตัวเราเกินคาด และหากในตอนนี้ใครรู้สึกปวดเข่า เจ็บข้อบ่อย ๆ จนเริ่มสงสัยว่าโรคข้อเสื่อมมาเยือนเข้าให้แล้วรีบมาเช็กเลยค่ะว่าอาการของโรคนี้เกิดจากอะไร เป็นอย่างไร แล้วรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

 

โรคข้อเสื่อมเกิดจากอะไร

          โรคข้อเสื่อมเกิดจากการสลายและสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ ทำให้กระดูกอ่อนมีปริมาณลดลงจนเกิดการเสียดสีของกระดูกแข็ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดบวมอักเสบและไม่สามารถใช้งานข้อได้ในที่สุด

          โดยปัจจุบันผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมีจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ซึ่งก่อให้เกิดความทรมานและส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

ใครกันนะที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อม

          1. คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

          2. คนที่มีน้ำหนักตัวมากโดยมีค่า BMI เกิน 25 (ค่า BMI สามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัวหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)



          3. คนที่มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องเดินตลอดเวลา

          4. คนที่รู้สึกว่าเข่าตัวเองยึด ฝืด หรืองอลำบาก

ทำไม…เมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นโรคข้อเสื่อม ?

          โดยปกติแล้วกระบวนการสร้างและกระบวนการสลายของกระดูกอ่อนบริเวณข้อจะเกิดขึ้นอย่างสมดุล แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีการใช้งานข้อต่าง ๆ มากขึ้น กระบวนการสลายกระดูกอ่อนจะเกิดมากกว่ากระบวนการสร้าง บวกกับความเสื่อมถอยของสุขภาพตามอายุที่พรากส่วนประกอบต่าง ๆ ในข้อไปด้วยแล้ว จึงยิ่งส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณข้อมีปริมาณลดลง ในขณะที่กล้ามเนื้อบริเวณข้อไม่แข็งแรงและการเสียดสีของกระดูกมีอัตราเพิ่มมากขึ้น จนก่อให้เกิดอาการอักเสบของข้อและเป็นโรคข้อเสื่อมในเวลาต่อมา

          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมไม่ได้อยู่ที่อายุมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้คนอายุยังน้อยมีเอี่ยวกับโรคนี้ได้ด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงโรคข้อเสื่อมก็ได้แก่

         - เพศหญิงจะมีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อมได้มากกว่าเพศชายถึง 2-3 เท่า เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) น้อยลงหรือไม่ผลิตอีกเลย ส่งผลให้เซลล์กระดูกอ่อนที่มีตัวจับกับฮอร์โมนเพศหญิงชนิดนี้ทำงานน้อยลง ทำให้การสร้างโปรติโอไกลแคน (Proteoglycan) ที่ใช้ซ่อมแซมเซลล์กระดูกอ่อนลดลงไปด้วย

          - น้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักมาก ความแข็งแรงของข้อจึงเสื่อมลงได้ง่าย

          - ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ซึ่งมาจากการเกิดอุบัติเหตุหรือการออกกำลังกายมากกว่าปกติ เช่น ข้อเข่าแตกหรือเอ็นข้อเข่าฉีก ซึ่งจะมีโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมได้ง่ายกว่าปกติ

          - กระดูกอ่อน Cartilage เสียหายหรือเสื่อม จึงเกิดอาการเจ็บปวด

          - การใช้งานข้อผิด หนักเกินไป เสียดสีมากเกินไป เช่น นั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ บ่อย ๆ หรือเป็นเวลานาน รวมทั้งพฤติกรรมการใส่รองเท้าส้นสูง

          - พันธุกรรม

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อม

          1. เข่ามีเสียงดังกร๊อบแกร๊บขณะเคลื่อนไหว

          2. ปวดเข่าหรือขาเวลาเดิน หรือต้องเคลื่อนไหว

          3. รู้สึกปวดบริเวณข้อ โดยจะปวดบริเวณรอบ ๆ ข้อ แบบที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้และมักจะปวดเรื้อรัง จุดสังเกตสำคัญอีกอย่างคืออาการปวดข้อจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานหรือลงน้ำหนักบนข้อมาก ๆ
         
          4. ปวดเข่าเวลานอน

          5. ปวดข้อเข่าเวลาใส่ถุงเท้า รองเท้า หรือเวลาลุกนั่ง
         
          6. ปวด บวม อักเสบ บริเวณข้อเข่า

          7. ปวดข้อจนไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ ต้องเดินโยกตัว

          8. ข้อบวมและผิดรูป จากกระดูกที่งอก

          9. สูญเสียการเคลื่อนไหว เริ่มเดินเหินไม่ค่อยสะดวก นั่งก็ลำบาก เดินก็ไม่ค่อยจะไหวโดยเฉพาะหากต้องอยู่ในลักษณะเดิมนาน ๆ อาการปวดอาจทวีคูณจนลุกไม่ขึ้น หรือแค่ขยับก็เจ็บมากเลยทีเดียว

          หากคุณมีอาการตรงกับข้อเหล่านี้อย่างน้อย 3 ข้อ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้ว และควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป

โรคข้อเสื่อมรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง

          จากสาเหตุของโรคข้อเสื่อมที่เกิดจากกระบวนการสลายกระดูกอ่อนเป็นหลัก ดังนั้นวิธีการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงโรคข้อเสื่อมที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การเพิ่มกระบวนการสร้างกระดูกอ่อนควบคู่ไปกับการสร้างมวลกระดูกอ่อนนั่นเอง แต่การรักษาและบรรเทาโรคข้อเสื่อมก็ยังสามารถทำได้ตามนี้ด้วย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

          หากรู้ตัวว่ามีน้ำหนักเกิน ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าหนัก ๆ เช่น ไม่ควรวิ่งหรือกระโดด แต่ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยานที่จะช่วยถนอมข้อเข่าได้มากกว่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น-ลงบันได

2. ใช้ยาบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของข้อ

          ในกรณีที่อาการปวดและการอักเสบของข้อไม่รุนแรง อาจบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้โดยการใช้ยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่
สเตียรอยด์ (NSAIDs)

3. ฉีดน้ำไขข้อ

          การฉีดน้ำไขข้อเทียมหรือยาไฮยาลูโรนิก จะมีฤทธิ์ระงับปวดได้ 3 เดือนถึงหนึ่งปี ทว่าวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนี้ยังเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ยังไม่มีการสนับสนุนหรือคัดค้านจากทางการแพทย์อย่างชัดเจน (ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 - 25,000 บาท)

4. ประคบร้อน หรือประคบเย็น ณ บริเวณที่รู้สึกปวด

          โดยความเย็นจะช่วยลดอาการเกร็งและการอักเสบของกล้ามเนื้อ ส่วนความร้อนจะช่วยลดการติดขัดในข้อ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่ง

5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อ

          นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อก็เป็นตัวเลือกหนึ่งในการรักษาและบรรเทาความเจ็บปวด ทว่าวิธีนี้มีข้อจำกัดและความเสี่ยงพอสมควร ที่สำคัญค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดก็สูง (ค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000-200,000 บาท) แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงค่ะ

6. ปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อน

          ขั้นตอนการรักษา ขั้นแรก ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดส่องกล้อง เก็บชิ้นเนื้อกระดูกอ่อนที่ไม่ได้ใช้งานส่งเข้าห้องปฏิบัติการแยกเซลล์กระดูกอ่อนและเพาะเลี้ยงจนเพียงพอต่อการปลูกถ่าย ใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ ก่อนนำเซลล์กระดูกอ่อนมาเพาะเลี้ยงในโครงสร้างสามมิติที่มีความหนาเท่ากระดูกอ่อนปกติ เป็นการสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนนอกร่างกายมนุษย์ โดยใช้วิศวกรรมเนื้อเยื่อสำหรับปลูกถ่ายทดแทนกระดูกอ่อนที่ได้รับบาดเจ็บ

          ขั้นตอนที่ 2 คือ ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระดูกอ่อนที่สร้างขึ้นจากเซลล์กระดูกอ่อนของตนเองเพื่อซ่อมกระดูกอ่อนผิวข้อเข่า

7. เติมสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพข้อ

          ในเมื่อร่างกายเราไม่สามารถสร้างมวลกระดูกอ่อนได้มากเท่าที่ต้องการ เราจึงต้องช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนของข้อด้วยสารอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพกระดูกและข้อ เช่น กลูโคซามีน-ซัลเฟต คอนดรอยติน-ซัลเฟต หรือนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดการสลายตัวของกระดูกอ่อนผิวข้อ อย่างคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เป็นต้น

          จะว่าไปโรคข้อเข่าเสื่อมก็มีแนวทางการรักษาอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่น่าเสียดายตรงที่การรักษาในหลายวิธีเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และบางวิธีก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงพอตัวเลยทีเดียวค่ะ

          อย่างไรก็ตาม นอกจากแนวทางการรักษาในเบื้องต้นแล้ว เรายังสามารถรักษาโรคข้อเข่าจากต้นเหตุได้ด้วยการเติมส่วนประกอบของกระดูกอ่อนเข้าไป ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่ 1-2% เป็นเซลล์กระดูกอ่อน Cellular (Chondrocytes), ส่วนที่เป็นของแข็ง 30% คือ คอลลาเจน ชนิดที่ 2 และชนิดอื่น ๆ (Collagen) และ โปรตีโอไกลแคน (Proteoglycans) รวมทั้งมีส่วนที่เป็นของเหลวอีกถึง 70-80% ดังภาพ 


 ที่มา:   http://health.kapook.com

Leave a Reply

Subscribe to Posts | Subscribe to Comments

ข่วร้องประจำวัน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

visitor

- Copyright © ข่าววันนี้ -Metrominimalist- Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -