Posted by : Unknown วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

 เคยยืนอยู่จุดสูงสุดเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของวงการ การันตีด้วยเรตติ้งและกระแสของละคร แต่อยู่ๆ วันหนึ่ง โอ วรุต วรธรรม ก็หายหน้าไปจากวงการบันเทิง พร้อมพฤติกรรมไร้วินัย ทั้งมาสาย เบี้ยวงาน เพราะ "ติดเหล้า" จนผู้จัดหลายคนเอือมระอา เป็นเหตุให้เจ้าตัวไร้งาน เงิน ชื่อเสียง จนถึงจุดต่ำสุดของชีวิตที่เหล้าทำลายทุกอย่าง ถึงขั้นสมองไม่สั่งการ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มาวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป โอ วรุต กลับตัวกลับใจเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เลิกเหล้าเด็ดขาด พร้อมหวนเล่นละครอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตผ่านรายการ "เปิดโปง" ทางช่อง 2 ว่า... "ก่อนหน้านี้ติดเหล้า มาสาย เป็นเจ้าชายสายเสมอ คือมีตั้งแต่นัด 8 โมงไปเที่ยง นัดเที่ยงไป 6 โมง นัด 6 โมงไป 5 ทุ่ม หรือถึงขั้นยกกองก็มี ครั้งแรกทางกองเขาก็ยังเฉยๆ อยู่แหละ แล้วมันมาหนักตรงหลังๆ ที่ผมดื่มเหล้าจัดเนี่ย คือมันลุกไม่ได้เลย ลุกไม่ขึ้น หรือลุกขึ้นก็ไปทำงานโดยที่ไม่มีสภาพ แล้วเบี้ยวเขาทั้งคิวเลย ยกกองครั้งนึงเสียหายอย่างแรง หลายแสน ยิ่งวันนั้นผมว่าน่าจะเกินครึ่งล้านนะครับ ก็ต้องกราบขอโทษด้วย" "ผู้ใหญ่ก็เตือนครับ เมื่อไหร่จะเลิกสาย ถ้าสายอีกฉันจะตัดบทแกนะ ตัดให้มันน้อยลง ช่วงเช้าก็ไปถ่ายอย่างอื่นกัน ชอบมาสายก็ไปถ่ายบ่ายๆ ผู้ใหญ่เตือนก็กลัวครับ ก็ไปนอนที่โน้นเลย ไปหลับที่หนองแขม (กองถ่าย) ดื่มเหล้าอยู่ดึกๆ ขับรถไปหนองแขมเลย ไปจอดนอนโน้นเลย พอถึงเวลาเขาก็มาปลุก" "ตอนนั้นไม่คิดว่าจะต้องเลิกเหล้า สมัยก่อนมันยังไม่มีแฟน ไม่มีอะไรมันก็กินไปเรื่อย ตื่นมาปุ๊บมันก็ยังทำงานได้ แต่หลังๆ พอกินเพียวๆ หนักๆ มันทำลายประสาท ทำลายอวัยวะทุกๆ ส่วน ทำลายเส้นประสาท ทำลายตับ ยิ่งสมองเนี่ยสำคัญที่สุด มันทำลายสมองโดยตรง เวลาท่องบทก็ยังจำได้อยู่แต่มันทำลายในส่วนการควบคุมการเดิน การทรงตัว เดินไม่ตรง" "ช่วงที่หายไปก็ไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่เป็นปีๆ เลย นั่งๆ นอนๆ ไปอยู่กับคุณแม่ คุณแม่บอกว่าถ้าลูกเป็นอย่างนี้ลูกมาอยู่กับแม่ดีกว่า อย่างน้อยพ่อแม่ก็ดูแลลูกได้ อยู่กรุงเทพมันไม่มีใคร อย่างที่บอกว่าคนเราเวลาตกต่ำมันก็มักจะไม่มีใครมาเหลี่ยวแล แต่ไม่ใช่เพื่อนๆ นะ เพื่อนยังคอยดูแลผมอยู่ตลอด แต่ว่าพอช่วงที่มันไม่ไหวแล้ว ที่ผมเริ่มดื่มเป็นขวดลิตร แม่ก็บอกให้ไปอยู่เชียงใหม่ คือไปอยู่โน้นเนี่ย ก็ไม่ได้ดัดจริตนะครับ ไปกับคุณแม่ เข้าวัดเข้าวา จะมีพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศผมต้องไปสวดที่นั่นทุกวันอาทิตย์ สวดเป็นเรื่องเป็นราว เป็นหลายๆ ชั่วโมง" "เข้าวัดแล้วก็ดีขึ้น แล้วก็ไปวัดพระธาตุโน้นพระธาตุนี้ ผมไม่อยากจะเชื่อนะว่าสิ่งที่หลายๆ คนพูดกับเราว่าธรรมะหรือการสวดมนต์ การเข้าวัดเข้าวามันจะช่วยได้จริงๆ มันทำให้เราปล่อยวาง ทำให้เรามีสติ แม้จะเป็นสติสั้นๆ ก้าวแต่ละก้าว ถ้าเราใช้สติมันจะไม่มีข้อผิดพลาดเลย" "มาคิดว่าจะเลิกเหล้าตอนที่ร่างกายมันไม่ไหว ไม่ใช่ที่วัดนะ ตอนนั้นยังไม่คิด ออกจากวัดมาเข้าบ้านก็กิน กินอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าพอมาถึงจุดจุดหนึ่งที่เหล้ามันทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของเรา โดยเฉพาะประสาท วันสุดท้ายที่ผมหยุดกินคือผมลุกขึ้นมา แล้วล้มซี่โครงหัก ล้มแล้วข้อศอกขวาผมมันกระแทกเข้าไปตรงซี่โครง ลุกขึ้นมาก็ทรุด เดินเป๋ไม่เป็นทาง ขอโทษนะครับ ปัสสาวะกับอุจจาระมันหลุดออกมาเอง มันอุบาทมาก สมองมันไม่สั่งงาน กว่าจะเดินได้ปกติใช้เวลาตั้งอาทิตย์นึง แต่ว่าสมองที่มันเสียไป เรื่องของความจำมันหมด กว่าจะฟื้นเป็นเดือน" "ปัจจุบันไปตรวจสุขภาพมา ณ วันนี้ก็ดีหมด ทุกอย่างปกติ หมอยังงงเลย คุณโอทำได้ไง ผมก็หยุดกินครับ แล้วก็ออกกำลังกายพอสมควร แล้วก็กินอาหารที่มีประโยชน์ ตอนที่ผมหยุดคือหยุดเลย หักดิบไหมเหรอ คือมันไม่ได้ติดไง ไม่ใช่ว่าตื่นมาแล้วหาเหล้าๆ กินเหล้าแล้วสบาย มันไม่ใช่ เพียงแต่ว่าตื่นมาแล้ว หันไปทางไหนมันก็... กินเหล้าดีกว่า มันเป็นแบบนี้ เหตุผลที่กินเหล้า ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาแล้วมันอยากเหล้า แต่เหตุผลมันคือความเหงา ความหว้าเหว่" "เคยพระเอกเบอร์หนึ่งของวงการ จากจุดสูงสุดมาถึงจุดต่ำสุด อันนี้ผมไม่คิดมาก ตอนที่ผมอยู่สูงสุด ผมคิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งเราต้องตก ไม่เรียกว่าทำใจ เรียกว่าเข้าใจวงจร





ของชีวิตการเป็นดารา ในช่วงชีวิตที่ผมอยู่ในวงการเนี่ยผมสูงสุด ไม่ได้สูงปรี๊ดแล้วก็ลงมาเลย ผมสูงปรี๊ดแล้วผมไปค้างอยู่บนโน้น 20 กว่าปี ช่วง 20 กว่าปีผมคิดมาตลอดว่ายังไงวันหนึ่งเราก็ต้องตกลงมา แต่ตกลงมาแค่ไหนไม่รู้ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันจะตกแค่ไหน แต่ผลมันคือตอนตกมันทะลุลงไปข้างล่างเลย (หัวเราะ) ลงไปโน้นเลย" "ณ เวลานั้นคือพีคมาก มีทุกอย่าง หน้าตา ชื่อเสียง เงิน สังคม พูดง่ายๆ ไม่มีอะไรที่ผมไม่เคยทำ ขับเครื่องบิน เรือยอร์ชก็มี เครื่องบินเกือบซื้อแล้ว ที่ไม่ซื้อเพราะกลัวตาย ซื้อแล้วต้องบิน บินแล้วต้องกินเหล้า ถ้ากินเหล้าแล้วขับเครื่องบินตายแน่นอน พอตกต่ำที่สุด ทะลุลงดินไปเลย ไปโน้นใต้บ่อบาดาล ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเลย ก็มึงทำตัวเอง ใครเขาทำมึงที่ไหนล่ะ มึงทำตัวเอง มึงก็รับไปสิ" "ไม่คิดทำอาชีพอื่นเหรอ คือขอโทษนะครับ ตั้งแต่จบโรงเรียนการบินมาเนี่ย ที่เมืองไทยไม่จบ แต่ที่อังกฤษจบ มันทำอะไรไม่เป็น กลับมาเมืองไทยมาเรียนการบินต่อ เรียนๆ ไปก็ไปถ่ายแบบ ถ่ายละคร ไปถ่ายหนัง หยุดเรียนไปเลย แล้วหลังจากนั้นมาก็คืออยู่ในวงการละคร วงการหนัง วงการทีวีมาตลอด จนทำอะไรไม่เป็น คิดไม่ออก ถ้าทำร้านอาหารทำได้ เพราะว่าตอนอยู่อังกฤษเป็นเชฟ ไม่ใช่ธรรมดานะ (หัวเราะ) ไม่ใช่แค่เชฟ เป็นเฮดเชฟด้วย (ยิ้ม)" "ตอนนี้ได้โอกาสกลับมาเล่นละครอีกครั้ง ละครของพี่นีโน่ เขาเป็นพี่ชายของผม เป็นพี่ชายจริงๆ ก็หลังจากที่กลับไปอยู่เชียงใหม่ แกก็จะโทรเช็คตลอดว่าเราดีขึ้นหรือยัง ทำงานไหวไหมมึง (หัวเราะ) อันนี้เราพูดภาษาพี่น้องนะครับ ขอโทษที ทำงานไหวไหมมึงไอ้โอ ผมก็บอกไหวแล้วพี่ ชัวร์ๆ มึงชัวร์แน่นะ กูเอามึงมา มึงเล่นไม่ได้ เดินไม่ตรง กูตายเลยนะ ผมก็รับรองสัญญา ก็กลับมาก็ได้เล่น ตอนนี้ละครก็จบไปแล้ว" "กลับเข้าสู่วงการอีกครั้งก็ดีใจมาก คือพี่โน่ให้โอกาสให้ความกรุณาที่เอาเราไปให้ผู้จัดคนอื่นๆ หรือว่าประชาชนทั่วประเทศได้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นแล้ว ไม่มาสายแล้ว ก็น่าจะมีละครเรื่องต่อไป ก็น่าจะเป็นของพี่โน่อีกนั่นแหละ เพราะว่าผู้จัดท่านอื่นยังไม่ไว้ใจ" "ผมทดสอบตัวเองมาแล้ว (หัวเราะ) อย่างเช่น ผมไปเที่ยวโคโยตี้ คือผมมีเมมเบอร์อยู่ ผมก็เที่ยวได้ทุกที่แถบเกษตรนวมินทร์อะไรพวกนี้ก็ไป การที่นั่งอยู่บ้านเฉยๆ เราก็คิดว่ามันไม่ควรนะเราควรได้ออกไปพบปะกับใครบ้างปรากฏว่าสาวๆ โคโยตี้เซ็ง เพราะเราไม่เมา พอไม่เมาคนที่เราเคยนั่งอยู่ด้วย เขาก็จะบอกพี่โอเล่านิทานให้ฟังหรือยัง เราก็ถามนิทานอะไร เขาบอกพี่โอเล่านิทานตลกมาก เขาก็จะบอกว่าพี่เป็นอย่างนี้แหละ ไม่เมาแล้วจะไม่ค่อยพูด" โอ กล่าว

Leave a Reply

Subscribe to Posts | Subscribe to Comments

ข่วร้องประจำวัน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

visitor

- Copyright © ข่าววันนี้ -Metrominimalist- Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -