- Back to Home »
- ข่าวทั่วไป »
- ชัดเจน!! "บิ๊กตู่" รับต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปมประชามติ
Posted by : Unknown
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558
หลังจากที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ได้เปิดประเด็นถึงความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 นั่นก็คือกรณีของเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิและกรณีที่หากการทำประชามติไม่ผ่าน ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุเอาไว้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ได้ออกมายอมรับว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้เพื่อที่จะให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงส่วนจะมีแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ เพื่อรองรับสถานการณ์หากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นทำประชามติไม่ผ่าน โดยระบุว่า ยังไม่ได้คิด
เมื่อถามย้ำว่า กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ระบุว่าถ้าไม่ผ่านประชามติ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำเอารัฐธรรมนูญฉบับเก่าฉบับใดฉบับหนึ่งมาเป็นตัวตั้งร่างรัฐธรรมนูญ นายกระบุว่า กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ โดยจะมีการนำเอารัฐธรรมนูญ ทั้ง ปี40 และ50 รวมถึง ร่างของกมธ. ที่ตกไป มายำรวมกัน ซึ่งเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องผ่านครม.
นอกจากนี้ยังระบุว่า “รัฐธรรมนูญ 50 ก็ดีบ้าง ฉบับ 40 ก็อ้างว่ามาจากประชาชน ส่วนฉบับกมธ.ก็บอกว่ามาจากคสช. ใช่หรือไม่ ซึ่งก็มีสิทธิที่จะเอาฉบับของผมใส่เข้าไปด้วย ต้องไปดูว่าอันไหนใส่เข้าไปได้ไม่ได้ ผมถามว่าประชาธิปไตยกับไม่ประชาธิปไตยต่างกันตรงไหน ถามว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งอย่างเดียว หรือต้องมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวหรือไม่ ถ้าใช่ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย คิดสิแล้วช่วยผมอธิบาย ต้องเป็นการเลือกตั้ง ผมจะไม่พูดว่าทุจริตหรือไม่ทุจริต แต่ถามว่าทำอย่างไรให้มีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล แล้วทำการปฏิรูปต่อไปอย่างที่เราเสียเวลามาอย่างทุกวันนี้ ผมเหนื่อยนะ ที่ต้องอธิบายทั้งคนไทยและคนต่างชาติ จนไม่มีปัญหาแล้วก็ขุดมาให้มีปัญหาให้ได้ ถามว่าการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วทรยศประชาชน มันคืออะไร ที่ดี ๆ ก็มีเยอะ แต่ที่ไม่ดี พวกที่มีเรื่องฟ้องศาล ขี้โกง ต้องไม่มีอีกแล้ว ถ้าบอกว่าผมทำแย่กว่า ไปเช็คดูว่าผมทำดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ถามคนไทยสิ”
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.58 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ผ่านการทำประชามติอีกครั้ง และมีความจำเป็นต้องร่างขึ้นมาใหม่นั้น ก็จะต้องปรับแก้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้สอดรับ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับแก้ไข และหากมีการร่างรัฐธรรมนูญซ้ำขึ้นมาอีกนั้นจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะในการร่างแต่ละครั้งนั้นจะใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท และประเทศก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยกระดาษเพียงไม่กี่หน้า
หรือแม้กระทั่ง นายนิรันดร์ พันธกิจ อดีตสมาชิก สปช. กล่าวว่า เห็นด้วยที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประชุมหารือแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 37 วรรคเจ็ด เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่ามาตรานี้อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้ เนื่องจากการตีความคำว่าผู้มีสิทธิ กับผู้มาใช้สิทธิ หากแก้ในมาตรา 37 วรรคเจ็ด ว่าเสียงประชามติจะผ่านต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ก็ค่อนข้างสบายใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการเห็นชอบจากประชาชน แต่ถ้าไม่แก้ไขให้ชัดเจน โอกาสที่จะไม่ผ่านนั้นมีสูงมาก
ทั้งนี้ หากครม.เห็นชอบให้แก้มาตราดังกล่าวแล้ว เสนอว่าให้แก้ในมาตราเดียวกันให้มีความชัดเจนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังไม่ผ่านประชามติอีก ก็ให้หยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เคยประกาศใช้แล้วมาปรับแก้ไข โดยควรจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เคยผ่านการทำประชามติมาแล้ว เพราะถ้าจะให้ร่างแล้วทำประชามติ วนไปเรื่อยๆ มองว่าไม่เป็นผลดีและจะทำให้เราเสียงบประมาณมากเกินไป
เพราฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ย้อนไปตรวจสอบ รายละเอียดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 ระบุว่า ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เพราะฉะนั้นถ้าหากย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 หรือผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ตัวเลขเลขนั้นไม่สามารถที่จะทะลุไปถึง23 ล้านเสียงได้
ย้อนกลับไปวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กับการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น
พิจารณาจากผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554สองพรรคใหญ่ คือ
พรรคเพื่อไทย 15,752,470 คะแนน
พรรคประชาธิปัตย์ 11,435,640 คะแนน
หรือแม้กระทั่ง ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 พบว่าคะแนนมีดังต่อไปนี้
จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 45,092,955 คน
จำนวนผู้มาออกเสียง 25,978,954 คน
จำนวนผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 14,727,306คน
จำนวนผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10,747,441คน
เพราะฉะนั้นจากกเนื้อหาที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ได้เปิดประเด็นออกมาไม่ว่าท้ายที่สุดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่จะมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจำนวน200คน จะออกมาเป็นอย่างไร
การเมืองไทยก็จะถึงทางตันอยู่ดีหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ว่านี้ ซึ่งในวันนี้ทุกฝ่ายอยู่ระหว่างถกเถียงกัน นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตไว้ว่าหากเป็นการเชิญกลุ่มบุคคลเดิมๆเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้งก็จะทำให้โอกาสในการปฏิรูปประเทศไทย แทบที่จะสิ้นหวังเลยที่เดียว
http://www.tnews.co.th
